2008-08-11 ( English Language )
ต้นตำรับบริการ "Free Zone Warehouse"
{Logistics Time}

ต้นตำรับบริการ “Free Zone Warehouse”
พิเชษฐ์ ฉันท์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมเด็จ โลจิสติกส์ จำกัด
                         ต้องยอมรับว่าผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หรือ LSP ไทยยังเป็นผู้ให้บริการที่มีขนาดเล็ก ขีดความสามารถในการแข่งขัน กับบริษัทในระดับนานาชาติแล้ว ด้อยกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าทุน เครือข่าย เทคโนโลยี ความรู้ ประกอบกับขณะนี้ประเทศไทยสภาวะ เศรษฐกิจชะลอตัวจากราคาน้ำมันแพง ฉะนั้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องหาแนวทาง วางยุทธศาสตร์ หาที่ยืน หาจุดแข็งของตัวเองใน การที่แข่งขันในตลาด
                        อย่างกลุ่มบริษัทไทยสมเด็จ โลจิสติกส์ เป็นอีกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ คนไทยที่สามารถขยายธุรกิจได้ต่อเนื่อง จนถือว่าเป็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์แบบครบวงจร จะมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไร มีแนวทางในการทำธุรกิจอย่างไร ได้วางแผนสำหรับการขยายงานทางด้านธุรกิจโลจิสติกส์อย่างไรนั้น “Logistics Time” ได้สัมภาษณ์พิเศษ พิเชษฐ์ ฉันท์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ไทยสมเด็จ โลจิสติกส์ จำกัด ดังมีรายละเอียดดังนี้
                        พิเชษฐ์ ย้อนที่มาของกลุ่มบริษัท ไทยสมเด็จ จำกัด ว่าเกิดขึ้นเมื่อปี 2513 เพื่อให้บริการเป็นตัวแทนออกของกับทางกรมศุลกากรลำดับที่ 21 เมื่อสมัยรุ่นคุณพ่อเมื่อ 38 ปีที่แล้ว โดยมี บริษัท ไทยสมเด็จ เซอร์วิส จำกัด และปัจจุบันได้ขยายบริการที่เกี่ยวข้องกับกรมศุลกากรครบวงจรมากขึ้น ทั้งบริการด้านการขนส่ง การจัดเก็บและกระจายสินค้า เพื่อให้ความสะดวกกับผู้ประกอบการทั้งการนำเข้าการผลิต และการส่งออกสินค้า โดยได้ก่อตั้งบริษัทในกลุ่มเพิ่มขึ้นอีก 2 บริษัท คือบริษัท ไทยสมเด็จ โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท ไทยสมเด็จ ทรานสปอร์ต จำกัด หรือที่เรียกว่าผู้ให้บริการ Third Party Logistics Provider : 3PL เพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น และมองเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพพรอมที่จะเป็นศูนย์กลาง (HUB) การคมนาคม การขนส่ง และการกระจายสินค้าให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ ด้วยความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคม ทั้งภาคพื้นดิน ทางน้ำ และทางอากาศ
 

คลังสินค้าปลอดภาษีคือคำตอบ
                        “Free Zone หรือเขตปลอดอากร ตามความหมายของกรมศุลกากร คือ พื้นที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อประกอบอุตสาหกรรม พาณิชย กรรม หรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ โดยของที่นำเข้าไปในเขตดังกล่าวนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งเขตปลอดอากรเปรียบเสมือนดินแดนต่างประเทศ ทำให้ปลอด ภาระภาษีอากรขณะที่อยู่ในประเทศไทย”
                         พิเชษฐ์ กล่าวว่า จากการที่บริษัทได้มีการศึกษารูปแบบและบริการ ที่เป็นจุดแข็งของบริษัท และมีความสามารถที่จะแข่งขันได้ จึงเห็นว่าบริการ คลังสินค้าปลอดภาษี (Free Zone Warehouse) น่าจะเป็นคำตอบและจุดยืนที่บริษัท น่าจะแข่งขันได้ ทั้งนี้เพราะความเชี่ยวชาญเดิมของ บริษัทคือการให้บริการทางด้านพิธีการทางศุลกากร ที่บริษัทได้พัฒนาระบบการให้บริการป็นระบบไร้กระดาษ (Paperless) และได้นำระบบซอฟต์แวร์ด้านการให้บริการจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูลด้วยระบบ Documentation and Accounting System ที่จะทำหน้าที่เป็นธุรการพร้อมระบบบัญชีที่ช่วยให้ลูกค้า วางบิลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้มีระบบป้องกันและการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าให้ปลอดภัยและเชื่อถือได้ด้วยระบบ Firewall and Back-Up Data ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น จึงเห็นว่านอกจากบริการดังกล่าว แล้วน่าจะขยายบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Valued Added ) และสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ให้กับลูกค้าได้อีก นั่นคือ บริการคลังสินค้าปลอดภาษี
                        ทั้งนี้ โดยบริษัทได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้ประกอบการในเขตปลอดภาษีเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา เป็นคลังสินค้าแรก (C1) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน บางนา-ตราด กม.ที่ 52 ในเขตอำเภอบางปะกง มีพื้นที่ 2,640 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บสินค้าทั่วไป 2,424 ตารางเมตร สินค้าใน ห้องเย็นซึ่งมีระบบควมคุมอุณหภูมิ 180 ตารางเมตร และสินค้าสำหรับจัดเก็บในห้องปรับอากาศ 36 ตารางเมตร
 
 
  
180 square meter Cold room
 
                        จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา จนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ทำการขยายพื้นที่ภายในอาคารเพิ่มเติมอีก 1,872 ตารางเมตร สำหรับการจัดเก็บสินค้าทั่วไป และอีก 200 ตารางเมตร สำหรับสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ขณะนี้มีลูกค้าให้ความสนใจใช้เต็มพื้นที่ และได้ขยายเพิ่มอีกเป็นคลังที่ 2 หรือ C2 อีก 2,640 ตารางเมตร และขณะนี้ได้ขยายเพิ่มเป็น C3 นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ภายนอกเพิ่มอีกประมาณ 5,000 ตารางเมตร รวมแล้วมีพื้นที่กว่า 8.000 ตารางเมตร
 
  
C3 Warehouse
 
                        “จุดเด่นของพื้นที่ปลอดอากรของบริษัทฯ คือตั้งอยู่ในจุดไม่ไกลจากท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 50 กม. ห่างจากท่าเรือกรุงเทพประมาณ 63 กม. อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 30 กม. และยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรม ทั้งนิคมอุตสาหกรรมเวลโกร นิคมอุตสาหกรรมอมตะ นิคมอุตสาหกรรมบางปะกง และอยู่ติดถนนสายหลัก ทั้งถนนวงแหวนเชื่อมต่อได้ทั้งทางเหนือ ถนนมอเตอร์เวย์ทางตะวันออก และถนนวงแหวนอุตสาหกรรมทางด้านใต้ จึงทำให้ได้รับความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากแหล่งต่างๆ”

นำเทคโนโลยีช่วยด้านการตลาดและบริการลูกค้า
 
  
 
                        TANVI BAPNA Business Development Manager บริษัท ไทยสมเด็จ โลจิสติกส์ จำกัด กล่าวถึงแผน การทำตลาดของไทยสมเด็จโลจิสติกส์ จำกัดว่าได้ทำอินเทอร์เน็ตทางด้านการ ตลาด โดยใช้การตลาดด้วยการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ (Website Marketing) มีระบบ Search Engine Optimization ที่ทำให้สามารถเข้ามาในเว็บและสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้ตรงเป้าหมาย ทั้งการเสนอขาย แนะนำบริการไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ด้วยการส่ง E-mail Marketing และเอสเอ็มเอส ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการทำตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับจาก ตลาดเป็นอย่างดี
                        TANVI ยังได้กล่าวถึงแผนงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทฯ ว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลาง ของภูมิภาคอินโดจีน และมีโครงข่ายด้านคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงมีการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางทะเล มาเป็นการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multi-Model Transport) ผ่านทางด้านชายแดนต่างๆ ด่านแม่สอด ด่านสะเดา ด่านมุกดาหาร ด่านเชียงแสน ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นถึงแนวโน้มในการเปลี่ยน HUB จากสิงคโปร์ มาที่ประเทศไทยได้ไม่ยาก

ทางรอดของ LSP ไทย คือต้องจับมือกัน
พิเชษฐ์ กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของ LSP ไทยว่า ขณะนี้ถูกรวบหัวรวบหางจากผู้ประกอบการต่างชาติ เพราะการให้บริการของเขามาเป็น แพ็คเกจตั้งแต่การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ก็ใช้บริษัทตางชาติ การขนส่ง ก็ใช้บริษัทต่างชาติที่ติดตามมาให้บริการ ในประเทศต่างๆ ตลอดจนเมื่อถึง ประเทศปลายทางก็ยังมีบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้เปิดให้บริการในประเทศปลายทางอีก จะเห็นได้ว่ากลุ่มลูกค้าต่างประเทศนั้นจะมาเป็นแพ็ค ทำให้ LSP ไทย สอดแทรกเข้าไปให้บริการได้บางส่วนของกิจกรรมเท่านั้น
                        “ทางรอดของ LSP ไทยคือ ต้องร่วมกันเป็น Network เอาความรู้ความชำนาญของแต่ละรายมาร่วมกันแล้วแบ่งงานตามที่ตนเองถนัดไปทำ จะทำให้ต้นทุนการให้บริการถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าง บริษัทไทย สมเด็จ เป็นผู้ให้บริการด้านพิธีการทางศุลกากรมาเป็นเวลานาน ย่อมเข้าใจการประสานงาน การทำงานร่วมกับกรมศุลกากร และเข้าใจกฎหมายข้อบังคับ กฎเกณฑ์กรมศุลกากรไดดีกว่าผู้ให้บริการชาวต่างชาติแน่นอน จุดนี้ถือวาเป็นจุดแข็งของเรา ในส่วนของเทคโนโลยี นั้น ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องสากลที่สามารถจะเรียนรู้และซื้อหามาใช้ได้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการคนไทยหรือบริษัทข้ามชาติ สิ่งที่เราจะต้องพัฒนาคือคนที่จะต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่”

 

 

3795 Rama 4 Road, Klong-toey, Phrakanong, Bangkok 10110 Thailand.
Tel: +66 2381 3883 (auto) | Fax: +66 2381 9818, +66 2712 1295-7 | Email: info@thaisomdej.com
© Copy right 2008 Thaisomdej Free Zone Warehouse. All right reserved